|
Tuesday, 14 June 2011 22:21 |
|
ลองอ่านบทความข้างล่างนี้ จะเห็นว่าคนตกงานมีมากอย่างน่าใจหาย สาเหตุเพราะคนเหล่านั้นกำลังคอยงานใช่หรือเปล่า คอยงานที่เค้าได้เรียนมา หรืองานที่เค้าอยากจะทำ แต่คุณรู้ไหม ว่ามีงานงานหนึ่งที่กำลังคอยคน ไม่มีใครที่พอเข้ามหาวิทยาลัย แล้วตั้งใจจะเรียนสาขาวิชาประกันชีวิต คุณว่าจริงไหม.... แต่ก็มีคน จำนวนมากที่พอทำงานอื่นแล้วเปลี่ยนมาทำงานด้านประกันชีวิต หรือประกันภัย เพราะเหตุใด ...ลองมาศึกษาดูไม๊ว่า งานนี้มันให้อะไรแก่คุณบ้าง เพราะงานนี้เป็นงานที่กำลังคอยคน.....
เปิดผลสำรวจอัตราว่างงาน จบปริญญาตกงานมากที่สุด
ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานอัตราการว่างงานในสเปนที่พุ่งสูงลิ่วไปถึง 20.33 เปอร์เซ็นต์ในรอบปี 2010 ที่ผ่านมา ถือเป็นตัวเลขสูงสุดในรอบ 13 ปี สร้างความหวาดวิตกให้แก่กลุ่มเศรษฐกิจยูโรโซนเป็นอย่างมาก เพราะตัวเลขว่างงานของบิ๊กเศรษฐกิจอันดับ 5 ของยุโรปนั้นถือว่าสูงที่สุดในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้า
โดยสถาบันสถิติแห่งชาติของสเปน ไอเอ็นอี ให้ข้อมูลว่า มีผู้ว่างงานในสเปนเพิ่มขึ้นอีก 121,900 คน ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2010 ซึ่งทำให้ยอดตัวเลขคนไม่มีงานทำทั้งหมดของแดนกระทิงดุพุ่งขึ้นเป็น 4,697,000 คนเลยทีเดียว
ฟังแล้วทำให้อยากรู้ว่าแล้วอัตราการว่างของประเทศไทยในรอบปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร พุ่งกระฉูดจนน่าวิตกเหมือนในหลาย ๆ ประเทศหรือไม่
จากผลสำรวจล่าสุดของสำนักงานสถิติแห่งชาติล่าสุด "วิบูลย์ทัต สุทันธนกิตติ์" ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ ให้ข้อมูลว่า ผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรประจำเดือนพฤศจิกายน 2553 พบว่า จำนวน ผู้มีอายุ 15 ปีขึ้นไป หรือผู้อยู่ในวัยทำงานทั้งสิ้น 53.63 ล้านคน เป็นผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงานหรือผู้ที่พร้อมทำงาน 38.71 ล้านคน ประกอบด้วย ผู้มีทำงาน 38.18 ล้านคน ผู้ว่างงาน 3.89 แสนคน และผู้รอฤดูกาล 1.40 แสนคน ส่วนผู้ที่อยู่นอกกำลังแรงงานมี 14.97 ล้านคน

|
สิ่งที่น่าสนใจคือ แรงงานภาคเกษตรสวนกระแสมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นถึง 1.2 แสนคน ส่วนแรงงานนอกภาคเกษตรในสาขาโรงแรม ภัตตาคาร ก่อสร้าง ลดลง 2.7 แสนคน เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนผู้มีงานทำในช่วงเวลาเดียวกันในปี 2552
โดยจำนวนผู้มีงานทำในเดือนพฤศจิกายน 2553 มีจำนวน 38.18 ล้านคน เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนผู้มีงานทำในช่วงเวลาเดียวกันกับปี 2552 พบว่า จำนวนผู้มีงานทำลดลง 1.5 แสนคน (จาก 38.33 ล้านคน เป็น 38.18 ล้านคน) หรือลดลงร้อยละ 3.9 ผู้ทำงานนอกภาคเกษตรกรรมลดลง 2.7 แสนคน (จาก 23.27 ล้านคน เป็น 23.00 ล้านคน) ซึ่งเป็นการลดลงในสาขาโรงแรมและภัตตาคาร 4.3 แสนคน สาขาการบริการชุมชนและสาขาการก่อสร้าง ลดลงเท่ากัน 1 แสนคน สาขาการผลิต 9 หมื่นคน
ที่เพิ่มขึ้นเป็นสาขาการบริหารราชการ แผ่นดิน มากที่สุด 2.7 แสนคน ขายส่ง ขายปลีก 2 แสนคน สาขาการศึกษา 8 หมื่นคน ที่เหลือกระจายอยู่ในสาขาอื่น ๆ
สำหรับผู้ทำงานในภาคเกษตรกรรมสวนกระแสมีแรงงานเพิ่มขึ้น 1.2 แสนคน (จาก 15.06 ล้านคน เป็น 15.18 ล้านคน)
"วิบูลย์ทัต" บอกว่า หากพิจารณาถึงลักษณะของการทำงานไม่เต็มเวลาจากชั่วโมงการทำงาน หรือที่เราเรียกแบบเข้าใจง่าย ๆ ว่างานพาร์ตไทม์ จากผลสำรวจพบว่า ในจำนวนผู้ทำงานทั้งหมด 38.18 ล้านคน เป็นผู้ที่ทำงานน้อยกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ 6.89 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 18.0 ของผู้มีงานทำ ซึ่งกลุ่มผู้ทำงานเหล่านี้คือผู้ที่ทำงานไม่เต็มเวลา หากนำมาเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปี 2552 ผู้ทำงานไม่เต็มเวลามีจำนวนลดลง 1.5 แสนคน (จาก 6.14 ล้านคน เป็น 6.89 ล้านคน) หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.0 (จากร้อยละ 16.0 เป็นร้อยละ 18.0)
สำหรับจำนวนของผู้ว่างงานจริง ๆ ในเดือนพฤศจิกายน 2553 มีจำนวนทั้งสิ้น 3.89 แสนคน หรือคิดเป็นอัตราการว่างงานร้อยละ 1.0
เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดือนที่ผ่านมา (ตุลาคม 2553) มีผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น 3.4 หมื่นคน (จาก 3.55 แสนคน เป็น 3.89 แสนคน)
และเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปี 2552 มีจำนวนผู้ว่างงานลดลง 3 พันคน หรืออัตราการว่างงานไม่เปลี่ยนแปลง
ที่น่าสนใจ ผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อนในช่วงปลายปีมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
โดยเมื่อพิจารณาผู้ว่างงานจากประสบการณ์การทำงานจะพบว่า ผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อนมีจำนวน 9 หมื่นคน
ส่วนผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อน 2.99 แสนคน ซึ่งเพิ่มขึ้น 3.6 หมื่นคน จากช่วงเวลาเดียวกันกับปี 2552 (จาก 2.63 แสนคน เป็น 2.99 แสนคน) ซึ่งเป็นผู้ว่างงานมาจากภาคการบริการและการค้า 1 แสนคน ภาคการผลิต 9 หมื่นคน และภาคเกษตรกรรม 1.09 แสนคน
และมากกว่านั้น ผู้ที่จบระดับปริญญาขึ้นไปกลับตกอยู่ในภาวะตกงานมากที่สุด
จากการเก็บข้อมูลระดับการศึกษาของผู้ว่างงานในเดือนพฤศจิกายน 2553 พบว่า ผู้ที่จบการศึกษาในระดับอุดม ศึกษามีจำนวนมากที่สุด 1.14 แสนคน
(ร้อยละ 1.7) รองลงมาเป็นผู้ที่จบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 9.2 หมื่นคน (ร้อยละ 1.5) ระดับประถมศึกษา 7.4 หมื่นคน (ร้อยละ 0.9) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 5.6 หมื่นคน (ร้อยละ 1.1)
และผู้ที่ไม่มีการศึกษาและต่ำกว่าประถมศึกษา 5.3 หมื่นคน (ร้อยละ 0.4)
เมื่อเปรียบเทียบกับในช่วงเวลาเดียวกันกับปี 2552 พบว่า จำนวนผู้ว่างงานลดลงในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ตอนต้น และระดับอุดมศึกษา 3.9 หมื่นคน
ส่วนระดับการศึกษาไม่มีและต่ำกว่าประถมศึกษา และประถมศึกษา มีผู้ว่างงานสูงขึ้นประมาณ 3.6 หมื่นคน
วันนี้แม้ตัวเลขอัตราการว่างงานของประเทศไทยจะยังห่างไกลจากประเทศที่เป็นผู้นำทางด้านเศรษฐกิจอยู่หลายขุม แต่ก็มีข้อสังเกตที่น่าสนใจ โดยเฉพาะประเด็นนักศึกษาที่ยิ่งเรียนสูง ยิ่งตกงาน ปัญหานี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับผู้บริหารประเทศที่ต้องแก้ไขแบบเร่งด่วน
|