วางแผนการเงินเพื่อการเกษียณด้วยการออมก่อนเกษียณก่อน กิตติพงษ์ เชี่ยวรุ่งโรจน์ ทำงานให้กับรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งมาอย่างยาวนานเกือบ 30 ปี ทว่าเขากลับตัดสินใจเข้าโครงการเออร์รี่ รีไทร์ ขณะที่อายุ 45 ปี เพื่อออกไปแสวงหาความใฝ่ฝันของตัวเองด้วยการไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา สาขา Buddhism & Psychotherapy “ผมตัดสินใจเกษียณในอายุ 45 ปีนั้นเพราะได้ผลประโยชน์ที่น่าพอใจ คือ ได้เงิน 30 เท่าของเงินเดือน และมีบำเหน็จอีกด้วย” กิตติพงษ์ เล่า การตัดสินใจเกษียณอายุของกิตติพงษ์ในครั้งนี้ ทั้งๆ ที่สามารถทำงานได้อีกหลายปี มาจากเหตุผล 2 ประการหลักๆ คือ ต้องการไปทำในสิ่งที่ใฝ่ฝันเอาไว้ และแรงจูงใจจากผลตอบแทนที่ต้นสังกัดเสนอให้กิตติพงษ์เล่าว่าไม่ได้เป็นคนที่วางแผนทางการเงินที่ดีมากนัก โดยเฉพาะในช่วงที่เริ่มทำงานใหม่ๆ หามาได้เท่าไรก็ใช้เท่านั้น แต่ข้อดีที่เขามีในช่วงเป็นวัยรุ่น คือ ไม่ชอบการเป็นหนี้ หรือไม่เคยนำเงินในอนาคตมาใช้ “สมัยวัยรุ่นไม่คิดจะออมเงินเพื่อเกษียณเลย จนกระทั่งมีผู้ใหญ่คนหนึ่งบอกเอาไว้ว่าถ้าคิดจะซื้อบ้านกับรถยนต์ ให้ซื้อบ้านก่อนเพราะเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง ราคาขยับขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ถ้าซื้อรถยนต์มีแต่เสื่อมราคาลงไปเรื่อย ๆ” จากคำพูดดังกล่าว กิตติพงษ์เริ่มเก็บเงินแต่ไม่ใช่ซื้อบ้าน เป็นการเก็บไปเรียนต่อ เขาเก็บเงินไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งมีเพื่อนสนิทบอกว่าทำไมไม่นำเงินที่เก็บไว้ไปซื้อบ้าน เขาจึงทำตามเพื่อนบอกด้วยการนำเงินสดไปซื้อบ้าน และซื้อรถยนต์ “การที่เรานำเงินสดไปซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์เป็นความคิดแบบสมัยอดีตที่ต้องซื้อสินทรัพย์ด้วยเงินสด เพราะไม่ต้องการเป็นภาระในการจ่ายดอกเบี้ยให้กับธนาคารพาณิชย์ แตกต่างจากสมัยนี้ที่ซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์ด้วยเงินกู้” เมื่อเงินเก็บในครั้งแรกของชีวิตหมดไปกับบ้านและรถยนต์ กิตติพงษ์เริ่มเก็บเงินอีกครั้ง เพื่อนำไปศึกษาต่อ โดยครั้งนี้เขาได้รู้จักวิธีการออมเงินแบบใหม่ ถือเป็นการพลิกชีวิตด้วยการวางแผนการเงิน กิตติพงษ์มีโอกาสอ่านหนังสือ “ออมก่อน รวยก่อน” เขียนโดยนวพร เรืองสกุล และเขาไปสะดุดกับความลับแห่งการออม นั่นคือ “ตัวเลขมหัศจรรย์ 72” โดยประโยคนี้ทำให้เขารู้สึกทึ่งกับผลตอบแทนจากการออมเงิน ตัวเลข 72 คือ ตัวเลขมหัศจรรย์ที่จะช่วยให้รู้ว่าจะมีเงินเป็นสองเท่าเมื่อไร ถ้ารู้ ก็สามารถคาดได้ว่าจะได้ผลตอบแทนการลงทุนปีละกี่เปอร์เซ็นต์ ตัวอย่างเช่น ถ้ามีเงิน 1 ล้านบาท และคิดว่าจะได้ผลตอบแทนประมาณปีละ 10% จากการลงทุนในกองทุนรวมหุ้น ก็นำตัวเลข 72 หารด้วย 10% ซึ่งจะได้เท่ากับ 7.2 แสดงว่าเงิน 1 ล้านบาทจะเพิ่มเป็น 2 เท่า หรือ 2 ล้านบาทในเวลา 7.2 ปี โดยที่ในระหว่างนั้นจะต้องไม่ถอนเงินมาใช้ และถ้ามีปันผลก็ต้องนำเงินปันผลไปซื้อหน่วยลงทุนเพิ่ม หรือสมมติว่าไม่ต้องการเสี่ยงลงทุนในหุ้นก็นำเงินไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวซึ่งให้ดอกเบี้ยปีละประมาณ 5% ก็คำนวณด้วยการนำเลข 72 ตั้งหารด้วย 5% จะได้เท่ากับ 14.4 หมายความว่าเงิน 1 ล้านบาทจะกลายเป็น 2 ล้านบาท จะต้องใช้เวลา 14.4 ปี โดยที่ในระหว่างนั้นต้องไม่ถอนเงินมาใช้ และเมื่อได้ดอกเบี้ยก็ต้องนำไปซื้อพันธบัตรเพิ่มด้วย |  | | “ผมคิดว่าการที่รู้จักออมเงิน เราแทบไม่ต้องทำอะไรเพราะดอกเบี้ยจะทำงานแทน” กิตติพงษ์ บอกนอกจากการออมเงินด้วยการใช้ตัวเลขมหัศจรรย์ 72 กิตติพงษ์จะตัดเงินเดือน 10% ของทุกเดือนให้เป็นเงินออมก่อนนำไปใช้ โดยจะนำไปฝากไว้กับสหกรณ์ของบริษัท ซึ่งจะได้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย “สิ่งที่มนุษย์เงินเดือนต้องนึกถึง คือ มีวินัยในการวางแผนเพื่อวัยเกษียณ และควรมีเป้าหมายในการวางแผน และถ้าไม่จำเป็นอย่านำเงินในอนาคตมาใช้จนเกิดปัญหา เช่น อย่ารูดบัตรเครดิตจนเพลิน หรือใช้เงินซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย พูดง่ายๆ อย่าพยายามมีหนี้สินล้นพ้นตัว “ผมก็มีเงินออมไว้กับแบงก์ ซื้อกองทุนรวม ซื้ออสังหาริมทรัพย์ และถือว่ามีสภาพคล่องสูงพอสมควร ที่สำคัญผมไม่มีหนี้สิน ทำให้มีความสบายใจหลังเกษียณ” กิตติพงษ์ เล่า สำหรับการตัดสินใจไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ เขาถือว่าเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง แต่ไม่ใช่ลงทุนเพื่อทำกำไรในวันข้างหน้า แต่เพื่อความสุขทางใจ ถึงแม้ว่าจะใช้เงินในการเล่าเรียนมากพอสมควร แต่หลังจากจบมาแล้วเขาสามารภทำในสิ่งที่ใฝ่ฝัน เช่น สอนหนังสือ หรือเขียนหนังสือ “เป็นการลงทุนเพื่อทำให้ชีวิตในวัยเกษียณมีความหมาย” กิตติพงษ์ ทิ้งท้าย (เรื่อง : จากเว็บไซท์ http://www.moneychannel.co.th) |  |
สนใจวางแผนเพื่อการเกษียณอย่างมีความสุข ติดต่อได้ที่ 08-9677-3813
|